ประกาศ โยธาไทย ย้าย webboard ใหม่ไปที่ http://www.yotathai.net

เว็บบอร์ดเดิมจะเก็บไว้เพื่อการค้นหาข้อมูลเก่าๆ เท่านั้น


*~ สำหรับคนชอบอ่าน"เพชรพระอุมา" ~*
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
ส่งหัวข้อนี้ | พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: สำหรับคนชอบอ่าน"เพชรพระอุมา"  (อ่าน 25394 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Tukky
ขวัญใจช่างไทย
***

คะแนนจิตอาสา 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 141


ชีวิตเป็นของเรา


« เมื่อ: ธันวาคม 23, 2009, 10:33:07 AM »


ชอบอ่านมากๆน่าติดตาม อ่านทีไรวางไม่ลงทุกที
ใครที่ชอบอ่านเพชรพระอุมา ช่วยมาแชร์ความคิดเห็นกันได้เล้ยยยยยยย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

รักรึป่าว...ไม่รู้  รู้แต่ว่าคิดถึงสุดหัวใจ
 
Tukky
ขวัญใจช่างไทย
***

คะแนนจิตอาสา 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 141


ชีวิตเป็นของเรา


« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2009, 10:38:15 AM »


ภาคแรก

สองราชนุกูลม.ร.ว.เชษฐา วราฤทธิ์อดีตทูตทหารบก กับม.ร.ว. ดาริน วราฤทธิ์ศัลยแพทย์จากอังกฤษ และพันตรีไชยยันต์ อนันตรัยพระสหายได้มาติดต่อว่าจ้างรพินทร์ ไพรวัลย์พระเอกของเราซึ่งจบวิชาทหารจากสามประเทศ และลาออกจากราชการตำรวจชายแดนมาทำอาชีพพรานจับสัตว์ขาย ให้เป็นพรานนำทางติดตามหา.ม.ร.ว.อนุชา วราฤทธิ์ ราชนุกูลองค์กลางที่ประชดชีวิตจากความผิดหวังไปหาขุมทรัพย์ที่ชื่อเพชรพระอุมากลางป่าลึกกับพรานคู่ใจที่ชื่อหนานอิน

ก่อนออกเดินทางจากหนองน้ำแห้งอันเป็นจุดเริ่มต้นนั้น ก็มีกะเหรี่ยงหนุ่มชื่อแงซายมาอาสาสมัครเป็นลูกหาบร่วมกับลูกน้องสี่ทหารเสือของรพินทร์คือ บุญคำ จัน เกิด เส่ย ระหว่างทางก็มีการล่าสัตว์ไปด้วย มีการไล่ราวเลียงผา ปราบเสือกินคนชื่อไอ้กุด ปราบควายป่าที่ชื่อไอ้เขาเกก ฉากใหญ่ของเรื่องคือการต่อสู้กับ "ไอ้แหว่ง" พญาช้างสารจนเชษฐาต้องบาดเจ็บทำให้การเดินทางต้องชะงักไปเดือนเศษ ระหว่างทางก็มีการเชือดเฉือนกันระหว่างรพินทร์กับแงซาย ระหว่างนั้น ความรักระหว่างพระเอกรพินทร์กับดารินก็ค่อยๆก่อตัวขึ้นจากความยากลำบากที่ต้องฝ่าฟัน

ระหว่างหัวหน้าคณะบาดเจ็บ คณะเดินทางพักที่หล่มช้างอันเป็นชายแดนที่จะเข้าสู่ป่าลึก เมื่อเชษฐาหายจากบาดเจ็บก็ออกเดินทางต่อ ซึ่งก็ได้เจ้าคะหยิ่นนักเลงโตหัวหน้าหมู่บ้านมาเป็นลูกหาบเพิ่ม ออกเดินทางได้สองวันก็เจอสองผัวเมีย สเตเกลนักสำรวจชาวเยอรมันกับภรรยาชื่อมาเรียและพรานนำทางชื่อส่างปา ระหว่างนี้ก็ผจญมนุษย์กินคนเผ่าสางเขียว ฝ่ายผัวถูกฆ่าตาย เมียถูกสางเขียวพรากตัวไป หลังทำศึกและถล่มสางเขียวจนราบเรียบก็ออกเดินทางต่อ พบเมืองโบราณต้องคำสาปชื่อ "นิทรานคร" ได้ต่อสู้และปราบพ่อมดมันตรัย จนถอนคำสาปได้

การเดินทางต่อมาก็ผจญกับสัตว์โลกล้านปี ผ่านทะเลสาปมรณะจนมาถึงเมืองมนุษย์วาร หลังจากนั้นก็พบกับภัยธรรมชาติ ทั้งพายุ ลูกเห็บ ความหนาวเย็น จนสุดท้ายก็มาถึงมรกตนคร

เมื่อมาถึงมรกตนคร ความจริงสองอย่างก็ปรากฏ นั่นคือคนหายสองคนที่คณะเดินทางบากบั่นติดตามมานั้นยังมีชีวิต แต่ถูกทรราชจับติดคุกเพื่อเป็นต่อล่อให้ แงซายซึ่งมาทราบภายหลังว่าเป็นรัชทายาทอันชอบธรรมของเมืองนี้ มาติดกับ คณะเดินทางจึงช่วยแงซายปราบทรราชแล้วแงซายก็ได้เป็นกษัตริย์ครองเมืองมรกตนคร ร่วมกับราชินีเมยานี แล้วคณะติดตามและคนหายที่ตามพบก็เดินทางกลับบ้าน

ภาคจบสมบูรณ์

เนื้อเรื่องในภาคนี้ไม่ใช่เรื่องพรหมลิขิต หากแต่เป็นเรื่องพนม(เทียน)ลิขิตและบันดาลให้เกิดขึ้น โดยทำให้เครื่องบินบี 52 พร้อมสากกระเบือหนึ่งดุ้นตก ฝ่ายอเมริกันไม่สามารถตามหาได้ เครื่องคอมพิวเตอร์ก็เลยดีดชื่อรพินทร์ ไพรวัลย์ออกมา ให้เป็นพรานท้องถิ่นนำทางตามหาทางภาคพื้นดิน

ผู้เดินทางประกอบด้วย รพินทร์ไพรวัลย์ กับพรานลูกน้อง 4 คน ฝ่ายฝรั่งมี 2 คู่ชายหญิง คือ บิลล์ สแตนลีย์ บุรุษวัย 45-46 ปี ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธนิวเคลียร์และการบินเป็นหัวหน้าคณะ พันเอกลาร์รี่ คิ๊ธ ชำนาญการบินและเป็นพนักงานวิทยุ คริสติน่า กรูบิล นักเคมีฟิสิกส์ และอิสซาเบล มูร์ แพทย์ และนักธรณีวิทยาระดับอาจารย์มหาวิทยาลัย ร่วมกับพันตรีเชิดวุธ ไกรรณยุทธนายทหารตัวแทนฝ่ายรัฐบาลไทยไปเป็นตัวกันชน กับลูกหาบอีก 10 คน รวมทั้งหมด 20 คน

การเดินทางครั้งนี้ เดินทางท่ามกลางความระแวงว่าฝ่ายอเมริกันจะทรยศหักหลังเมื่องานเสร็จเรียบร้อยเพราะเข้าใจว่าทางซีไอเออาจไม่ต้องการให้ความลับรั่วไหล การเดินทางช่วงแรกก็มีการเข้าใจผิดกันบ้าง จนเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้น ทำให้ฝ่ายอเมริกันต้องเปลี่ยนมาใช้ปืนล่าสัตว์ขนาดใหญ่แทน M16 ที่ใช้แต่เดิม

ระหว่างนี้ตัวละครอีกตัวในภาคแรกที่คิดว่าลงนรกไปแล้ว ก็กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาพร้อมกับอิทธิฤทธิ์มากขึ้น มันตรัยไงครับ ด้วยความแค้นที่มีต่อรพินทร์ตั้งแต่ปางบรรพ์ มันตรัยจึงใช้มนต์คชสารเรียกช้างทั้งป่ามาถล่มคณะเดินทาง โดยตัวจ่าโขลงมีงาสีดำ และยังเรียกเอาผีดิบจากสุสานนิทรานครมาก่อกวนจนรพินทร์ต้องเสียลูกหาบไปสองคน รพินทร์จึงมุ่งเข้าหาต้นเหตุ พานายจ้างไปถึงนิทรานครเพื่อปิดสุสานไม่ให้มันตรัยนำออกมาใช้ได้อีก

ในภาคนี้พระเอกของเราแก่ไปทางอภินิหาริย์ไปหน่อย แถมยังอุตริไปจีบสิ่งเหนือโลกอย่างนาคเทวีอีกด้วย นอกจากนี้สุขภาพของรพินทร์ก็ค่อนข้างแย่ จับไข้สั่นตั้ง 4 ครั้ง (ภาคแรกแค่ 3 ครั้งเอง) แถมยังมีโรคหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอแถมมาอีก เท่านั้นยังไม่พอโรค love sick จากการพลัดพราก มาถามหาอีกต่างหาก เป็นเหตุให้พระเอกเราต้องเจ็บป่วยและเครียดตลอดเรื่อง

นิยายเรื่องนี้ถ้าไม่มีเรื่องความรักๆใคร่ๆด้วยก็จะเป็นนิยายที่สมบูรณ์ไปไม่ได้ คริสติน่า สาวลูกครึ่งอเมริกัน-ตุรกีผู้สวยเหยียบสามโลก ที่ผู้ประพันธ์สร้างความใกล้ชิดและให้ช่วยชีวิตรพินทร์โดยการไต่เหวและหน้าผาลงไปถึงสองครั้ง ตลอดจนเฝ้ารักษาพยาบาลอย่างใกล้ชิดตลอดคืนอีกหลายๆครั้ง เป็นเหตุให้พระเอกของเราเกือบเผลอใจ แต่ด้วยความเป็นรพินทร์ ไพรวัลย์ผู้เป็นสุภาพบุรุษ มีคุณธรรมและมั่นคงในความรักที่มีต่อดาริน จึงชนะใจคริสผู้เลอโฉมจนคริสซาบซึ่งและเข้าถึงหลักธรรมในที่สุด

ข้างฝ่ายนางเอก ดารินเมื่อได้ทราบว่าพระเอกหนีเข้าป่าไปก็เมื่อเวลาผ่านไป 7 วันแล้วจึงออกตาม โดยมีพี่ๆและไชยยันต์ร่วมออกตามด้วย เป็นการตามเพื่อนรักเพื่อนตาย ขณะที่จะออกจากหนองน้ำแห้ง หนานอินกับคะหยิ่นก็มาสมทบด้วยการชักนำของแงซาย ในช่วงแรกของการตาม เป็นการแกะทับรอยทางเดินของรพินทร์ไปทุกระยะจนถึงห้วยเสือร้อง

เหตุการณ์หลังออกจากห้วยเสือร้อง เป็นเรื่องราวแต่ปางหลังระหว่างดารินกับมันตรัย สุดท้ายดารินก็ปราบมันตรัยได้จากการช่วยเหลือของนาคเทวี

ทั้งสองคณะมาพบกันที่มรกตนครด้วยความเข้าใจกันด้วยดี และที่นั่นก็พบซากเครื่องบินตก อันเป็นการเสร็จสิ้นพันธกิจของรพินทร์ที่มีต่อสัญญาจ้าง แงซายจัดการแต่งงานให้ดารินกับรพินทร์ด้วยความเห็นชอบของผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง ก็เป็นแฮปปี้เอนดิ้งด้วยประการฉะนี้แล
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

รักรึป่าว...ไม่รู้  รู้แต่ว่าคิดถึงสุดหัวใจ
Tukky
ขวัญใจช่างไทย
***

คะแนนจิตอาสา 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 141


ชีวิตเป็นของเรา


« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2009, 10:40:24 AM »


เรื่องย่อไพรมหากาฬ


เรื่องราวนี้อุบัติขึ้นกลางเดือนมีนาคม ช่วงเวลาบ่าย คณะของนางเอกมาถึงสถานีกักสัตว์ของนายอำพลผู้มีอาชีพส่งสัตว์ออกขายต่างประเทศก่อนเที่ยง หลังจากรอจนบ่ายโมงกว่า รพินทร์ ไพรวัลย์ พระเอกเราก็ขนสัตว์ที่ดักได้เอามาส่ง ระหว่างที่กำลังลำเลียงสัตว์ลงมานั้น เสือดำงามตัวหนึ่งหลุดจากกรง จนพระเอกต้องจัดการ โดยการยิงเข้าแสกหน้าขณะมันกระโจนใส่ เป็นที่ประทับใจของคณะจากพระนคร

หลังทักทายและทราบจุดประสงค์ของผู้มาเยือนว่าต้องการจ้างรพินทร์เป็นพรานนำทางไปตามหา อนุชา วราฤทธิ์ อันเป็นน้องของเชษฐา เป็นพี่ของนางเอก ดาริน วราฤทธิ์ และเป็นเพื่อนของพันตรีไชยยันต์ อนันตรัย ผู้ซึ่งสูญหายไปในป่าลึก มีข้อมูลเพียงทราบว่า นายชดประชากร หรืออนุชา วราฤทธิ์ เข้าป่าเพื่อค้นหา "ขุมเพชรพระอุมา"

รพินทร์ก็ได้เล่าเรื่องเพชรพระอุมาจากที่เคยได้ทราบมา ให้คณะชาวพระนครทราบ และบอกข่าวคราวของชดประชากรว่าตัวเองเคยพบที่โป่งกระทิง ขณะที่นายชดกับพรานคู่ใจกำลังจะออกเดินทางไปค้นหา ขุมเพชรพระอุมา

วันรุ่งขึ้น รพินทร์เสนอเงื่อนไขสัญญาจ้าง คือเงินสองแสน ดูแลแม่ และการแบ่งทรัพย์โชคลาภหนึ่งในสามส่วน นายจ้างตกลงง่ายๆ

หนึ่งสัปดาห์ของการตระเตรียมสัมภาระที่จำเป็นของการเดินทางสองวันต่อมา คณะของ ม.ร.ว เชษฐาก็ล่วงหน้ามาพำนักที่หนองน้ำแห้ง สัมภาระอุปกรณ์และเสบียงกรังได้ทยอยขนมาที่หนองน้ำแห้งโดยรถจี๊ปของบริษัทไทยไวล์ดไลฟ์

วันที่ 3 ที่พักที่หนองน้ำแห้ง เครื่องเวชภัณฑ์ อาวุธปืน เครื่องกระสุน มาถึง ได้ร่วมกันพิจารณาระหว่างนายจ้างกับพรานนำทาง

วันสุดท้ายก่อนออกเดินทาง คืนนั้นเองมีกระเหรี่ยงหนุ่มชื่อ "แงซาย" พระเอกอีกคนของเราปรากฏตัวในท้องเรื่อง โดยมาสมัครเป็นคนรับใช้ขอติดตามไปด้วยโดยไม่ต้องการค่าจ้าง

แล้ววันเดินทางก็มาถึง ออกจากหนองน้ำแห้งแต่เช้า บ่ายก็มาถึงเขาโล้น รพินทร์จัดให้นายจ้างได้ลองไล่ราวเลียงผา แต่ก่อนหน้านั้นระหว่างทางเชษฐายิงกวางได้ ไชยยันต์ยิงหมูป่าได้เป็นเสบียง
คืนนี้ที่เสือพิการชื่อ"ไอ้กุด" มาทักทาย

วันรุ่งขึ้น รพินทร์เตรียมรายการขึ้นห้างยิงสัตว์ให้คณะนายจ้าง ช่วงเช้ารพินทร์ก็ออกไปเตรียมห้างไว้นั่งยิงสัตว์ตอนกลางคืน แต่แล้วก่อนเที่ยงนั้นเอง ดารินแอบไปเล่นน้ำที่ลำธารคนเดียวเจอช้างแม่ลูกอ่อนวิ่งเข้าใส่ รพินทร์มาช่วยได้ทัน แต่ก็ไม่ก่อนที่นางเอกแก้ผ้าล่อนจ้อนวิ่งมากอดพระเอก !! (เอาเข้าแล้ว...แค่วันแรกเองก็ได้เรื่องแล้ววว)
บ่ายนี้ ไชยยันต์ได้ยิงหมีควาย รวม4 ตัว เชษฐา ล่อวัวแดงจากบนห้าง แต่ตกดึกนั้นเอง ไอ้กุดก็มาลากลูกหาบไปหนึ่งคน……ศพแรกของการเดินทาง รายการตามล่าไอ้กุดก็เริ่มขึ้นโดยการนั่งเฝ้าทรากลูกหาบ หวังว่าไอ้กุดจะย้อนมากินทราก แล้วก็เป็นไปตามคาด เชษฐาเป็นคนยิง 2 นัด แต่ไม่ดดนที่สำคัญ จึงต้องออกตามต่อ สุดท้าย..รพินทร์เป็นคนสังหาร เป็นอวสานของไอ้กุด สัตว์ร้ายตัวแรกของเนื้อเรื่อง

ออกเดินทางต่อมุ่งโป่งกระทิง ระหว่างทางไชยยันต์ได้ยิงวัวแดง พร้อมกับเกือบเอาชีวิตไม่รอดเพราะมือไม่ฉมังพอที่จะล้มได้ในนัดเดียว
ก่อนถึงโป่งกระทิง ขบวนปะทะกับโขลงช้าง เชษฐายิงล้มไปหนึ่งตัว ที่นี่ที่รพินทร์นำเหล้าโรงผสมเลือดค่างสดๆ(กินเป็นยาแก้เมื่อยขบ) มาให้เชษฐาได้ลิ้มลอง คืนนี้ที่คณะนายจ้างได้เห็นเสือดาวตายด้วยเขากวางเสียบ
ตกดึกนั้นเอง พญาช้าง "ไอ้แห่วง" ก็มาเยี่ยมทักทาย

เช้านี้ยังอยู่ที่โป่งกระทิง ระหว่างตามรอยกระทิงในป่าผาก รพินทร์และดารินช่วยยิงเสือที่กำลังกระโจนใส่แงซาย เป็นการช่วยชีวิตแงซาย

ช่วงบ่าย 4 โมง บุญคำกลับมาจากที่เอาหนังไอ้กุดที่ส่งให้นายอำพล ถึงแคมป์พร้อมข่าวร้าย "อิน" ลูกหาบที่ไปด้วยโดนไอ้แหว่งถล่ม เหตุเกิดที่ที่พุบอน (3 ชั่วโมงทางตะวันตกเฉียงใต้ของโป่งกระทิง) บุญคำรอดมาได้………….นี่เป็นศพที่ 2

วันรุ่งขึ้น ย้อนกลับไปพุบอนเพื่อสำรวจสถานเกิดเหตุที่โขลงไอ้แหว่งถล่มบุญคำกับอิน โดยบุญคำเป็นคนนำ ขากลับเจอโขลงไอ้แหว่ง รพินทร์พาเชษฐาคลานไปกลางโขลง หลังจากนั้นก้เกิดปะทะกัน โขลงไอ้แหว่งตายwx 8 ตัว

วันนี้พักผ่อนหนึ่งวันเพื่อเตรียมตัวไปนั่งห้างยิงกระทิง ดารินจึงเป็นแม่ครัวทำอาหารให้กิน มื้อนั้นมี
มัสหมั่นเนื้อวัวแดง
แกงเขียวหวานกวาง
นกเขาเขียวตุ๋นกับมะนาวและถั่วกระป๋อง
กระทาดงอบกับซีอิ๊วและเครื่องเทศ
ต้มยำปลาก้าง

เที่ยงวันรุ่งขึ้นออกเดินทางไปนั่งห้าง รพินทร์นั่งห้างคู่กับดาริน ดารินคว่ำกระทิงโทนหนุ่มตอน 4 ทุ่ม พอตกดึกดารินถูกพงไพรหลอกหลอนจนต้องสมานางไม้ ส่วนเชษฐานั่งห้างคู่กับบุญคำ รายนี้ไม่ได้ยิงอะไร เพราะสัตว์ไม่เข้า ข้างฝ่ายไชยยันต์นั่งห้างคู่กับเกิด ยิงกระทิงลูกตายและยิงแม่กระทิงลำบาก ไชยยันต์จึงต้องออกตามแม่กระทิงเจ็บที่ตัวเองยิงไว้เมื่อคืน กับรพินทร์ ไชยยันต์ล้มกระทิงได้ รวมกับเสืออีกสามตัวที่กำลังรุมกระทิงเจ็บ แล้วรพินทร์ก็บาดเจ็บจากกระทิงเหยียบอีกครั้ง
คืนนี้ที่รพินทร์ทราบข่าวเกี่ยวกับนายชดว่า แงซายเคยตามนายชดจากห้วยเสือร้องไปที่หล่มช้าง แต่คลาดกัน 5 วัน แงซายเข้าดงมรณะอยู่ 2 วันก็ถูกงูกัด แต่พระธุดงค์มาช่วยไว้ได้ และได้ยินเรื่องมรกตนครอันเป็นถิ่นฐานของแงซายจากปากแงซายเอง

พรานลูกน้องรพินทร์เอาเกวียนไปเอาเนื้อกระทิงกับหนังเสือสามตัวตั้งแต่เช้ามืด และ เช้านี้ได้เอง นายจ้างได้ทราบข่าวจากรพินทร์ว่า กะเหรี่ยงที่ผาเยิงโดนไอ้แหว่งถล่มราบคาบ มีคนตาย 8 คน และฝรั่งนักสำรวจชาวอเมริกัน3 คนที่กะเหรี่ยงสองคนนั้นนำทางก็โดนช้างฆ่าตาย สองคนเป็นนายแพทย์มาสำรวจสมุนไพร อีกคนเป็นนายทหารจั๊สแม็ค

ช่วงบ่ายรพินทร์พาเชษฐาไปดักยิงเสือ ได้ งาช้างกำจัด มาอันหนึ่ง ระหว่างคุยกัน รพินทร์เล่าเรื่องคุณพ่อที่เป็นพรานและตายด้วยโรคมาลาเรียขึ้นสมอง
รพินทร์พาเชษฐาไปดูช้างตกมันใกล้ๆ เห็นภาพเสือดำกับเสือลายต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงเหยื่อ แต่ทั้งคู่แค่ดูเฉยๆ แต่แล้ว หัวค่ำนั้นเองช้างตกมันตัวนั้นก็บุกแคมป์ ก้เลยโดนแงซายจัดการ

ทั้งคณะพักที่โป่งกระทิงอีกคืน ช่วงค่ำ เชษฐาเรียกแงซายเข้ามาเล่าเรื่องให้คณะเดินทางฟัง แงซายเล่าว่าสัตว์ พืชในดงดำที่เขาไปเจอ มีขนาดใหญ่ รพินทร์ก็เล่าว่าเนวินผู้ที่มอบลายแทงให้ตัวรพินทร์ ออกเดินทางจากห้วยเสือร้องทั้งหมด 4 คนอาวุธทันสมัยครบมือ แต่ขาดเวชภัณฑ์
ตกดึกนั้นเองรพินทร์จับไขจากพิษบาดแผลจนหมอดารินต้องให้ยานอนหลับทำให้ช่วยตัวเองและผู้ติดตามไม่ได้ กลางดึกโขมดดงมาเยือนพร้อมกลิ่นลำเจียกกับความตายของลูกหาบ ...นายเลิน.....ศพที่ 3

เช้ารุ่งขึ้นฝังศพลูกหาบแล้วก็ ออกเดินทางมุ่งเหนือสู่ป่าหวาย ราวเที่ยงก็เจอฝูงลิงกัง ก็ต้องทำสงครามกับกองทัพลิง 500-600ตัว ลิงตายร่วมร้อย กระสุนหมดไปร่วมพันนัด ระหว่างทางพบรอยไอ้แหว่งซึ่งล่วงหน้ามาก่อน 2 วัน รพินทร์กับบุญคำจึงแยกไปสำรวจ และนัดพบกันที่โป่งน้ำร้อนตอนค่ำ ค่ำที่โป่งน้ำร้อน รพินทร์กลับมาพร้อมข่าวไอ้แหว่งมีมหิงสาตัวหนึ่งเดินตาม

เมื่อคืนฝนตกหนัก เช้านี้หมอกลงทึบกว่าจะออกเดินทางได้ก็เก้าโมงเช้า กะไปเที่ยงที่หุบชมด ระหว่างทางช่วงหนึ่งเห็นเสือดำซุ่มอยู่บนต้นไม่ดารินส่องกล้องเห็น รพินทร์เป็นคนยิงจากปืนของดาริน .270 (ติดกล้องขยายสี่เท่า)
ถึงหุบชมดขบวนก็แยกกัน ให้ขบวนเกวียนไปรอที่ห้วยยายทอง ดดยให้บุญคำคุมขบวนเกวียนไปป่าหวาย รพินทร์มีนายจ้างและเกิดกับแงซายตามไปด้วย ช่วงหัวค่ำ ได้เห็นภาพงูเหลือมวิดน้ำหาปลา เหตุการณ์ตอนใกล้รุ่ง โขมดดงเข้ามาในแคมป์ แงซายตื่นมายิง และออกตามล่า อวสานของโขมดดงก็มาถึงในเช้านี้

หลังพิชิตโขมดดง ได้ทับทิมเม็ดงามจากท้องโขมดดง เชษฐาเก็บไว้ ณ.ที่นั่นก็พบว่าเป็นแหล่งอัญมณี บ่อพลอย ออกเดินทางต่อ ช่วงบ่ายได้เห็นภาพเสือดาวถูกงูเหลือมรัดจนตาย ก่อนค่ำพบรอยมหิงสาพร้อมรอยเลือดในปลัก เชษฐายิงโดนขาหลังซ้ายบาดเจ็บหนีไป ค่ำพักที่ลำธารในเขตห้วยยายทอง ที่มีเสือชุม (นับเป็นคืนที่2ที่แยกจากขบวนเกวียน และเป็นครั้งแรกที่นายจ้างอยู่เวรยามด้วย)

วันรุ่งขึ้นก็ออกตามมหิงสาต่อ สุดท้ายมหิงสาตัวนั้นก็ถึงกาลอวสานจากฝีมือดาริน ด้วยปืน .470 อีกฟากนั้น กระซู่ตัวนั้นก็ล้มด้วยฝีมือแงซาย คืนนี้พักที่ลำธาร กะพรุ่งนี้ไปพบขบวนเกวียนที่ป่าหวาย แต่แล้วเหตุร้ยก็เกิดขึ้น น้ำป่าทะลัก พัดทุกคนไปคนละทิศละทาง

9 โมงเช้า น้ำป่าซัดดารินกับรพินทร์มาเกยใกล้กัน สถานที่นั้นห่างจากที่พักแรมเมื่อคืน 30 โลไปตามธารแต่ถ้าตัดป่าก็ 20 โล ก่อนได้ไก่มากินเป็นอาหาร รพินทร์ยิงเสือดาวตัวหนึ่งที่ซุ่มจะกระโจนใส่ดาริน ระหว่างที่ระหกระเหินมาด้วยกัน รพินทร์ร้องเพลงนิ๊งหน่อง !…" .ให้ดารินฟัง นี่เองเป้นจุดเริ่มต้นความสนใจที่ดารินมีให้แก่พระเอกของเรา ดารินถามถึงเวลา แต่รพินทร์บอกนาฬิกาตาย เพราะมันเป็นนาฬิกาบูโรทั่งเมติก จังเกิ้ลมาสเตอร์ ดารินบอกกลับไปจะให้นาฬิกาใจ

ระหว่างนี้ก็เจอกองทัพหมาใน ทั้งคู่ต้องหนีขึ้นต้นไทร ก้รอดไป ออกเดินทางต่อ เจอถ้ำเสื้อ ดารินไปจับลูกเสือสามตัวด้วยความเอ็นดู แต่รพินทรืบอก กลิ่นมันจะติดตัวแล้วแม่เสือจะตามล่า จึงฆ่าลูกเสือทั้ง 3 ตัว แม่เสือกลับมาเห็นลูกตายจึงวิ่งไปคาบคนตัดไม้ 3 คน และคนสุดท้ายนี่เองที่ ดารินเห็นนั่งสือมาชี้ให้เสือดูว่าคนฆ่าลูกมันอยู่บนต้นตะเคียน

พระเอกพานางเอกเดินทางต่อเพื่อไปหมู่บ้านคนตัดไม้ ระหว่างทาง ดารินถูกงูเหลือมรัด รพินทร์ช่วยจึงถูกงูเหลือมกัด ดารินถอดยกทรงลูกไม้สีชมพูรัดแผลให้ (ราคา 1500 บาท) รพินทร์มัวปลาบปลี้มจนพาดารินหลงป่า แต่ก็กลับมาได้ ในที่สุดก็ พบพรรคพวกทั้งสี่คนพร้อมโต๊ะถะ กะเหรี่ยงหัวหน้าหมูบ้านผาเยิงซึ่งกำลังออกมาตาม ได้ทราบว่า หลังน้ำซัดเชษฐากับลูกหาบก็เกยน้ำอยู่แถวนั้น ออกตามก็เจอบุญคำกับเกิด แงซายพามาที่ผาเยิง พวกผาเยิงก็กำลังออกตามพวกตัดไม้ที่ถูกเสือคาบไป

รพินทร์รับปากจะช่วยปราบเสือที่มีอยู่ชุมจนพวกผาเยิงอยู่ไม่เป็นสุข คืนนั้นคณะนายข้างก็เดินยิงเสือ ยิงได้ทั้งหมด 16 ตัว

รุ่งขึ้นออกจากห้วยแม่เลิง ยึดสันเขามุ่งตะวันออกเฉียงเหนือโดยตลอด แงซายต้องตอกทอยเพื่อตัดหน้าผาสูง ช่วยย่นระยะทางได้ 30 กิโลเมตร (จุดนี้แหละที่รพินทร์มาบอกทีหลังว่า เป็นตำแหน่งสุดท้ายที่อยู่ในประเทศไทย)

ระหว่างอยู่บนสันเขา เห็นภาพฝูงเสือรุมโขลงช้าง เพื่อจัดการกับลูกช้างที่ขาติดซอกหิน แต่สุดท้ายเสือก้ทำอะไรช้างไม่ไมด้ แถมโดนดารินยิงตายด้วยความหมั่นไส้หนึ่งตัว ป่าหวายอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสันเขาลูกนี้ บนเขาลูกนี้มีทะเลสาบ คืนนี้ที่ดารินยืนซบพิงอกรพินทร์ และแงซายพูดถึงการเวก

เช้ารุ่งขึ้น เกิดได้เต่ามาตัวหนึ่ง แต่ดารินสั่งแงซายเอาไปปล่อยไม่ให้ทำบาป แล้วทั้งคณะก็ลงขอบหุบหมาหอน ลุยป่าพรุ เจอดงทาก ดงจรเข้ ดารินกลัวมาก ไม่ยอมลุยไปด้วย
จบไพรมหากาฬเล่ม 4 ที่นี่
เห็นจรเข้ตัวเท่าเรือเอี้ยมจุ๊นงับหมูลงปลักโคลน ต้องลุยน้ำข้ามคลอง แต่คลองก็มีจรเข้ชุม รพินทร์จึงใช้สมเสร็จเป็นเหยื่อล่อความสนใจ จึงข้ามไปได้

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

รักรึป่าว...ไม่รู้  รู้แต่ว่าคิดถึงสุดหัวใจ
Tukky
ขวัญใจช่างไทย
***

คะแนนจิตอาสา 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 141


ชีวิตเป็นของเรา


« ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2009, 10:45:18 AM »


พอแค่นี้ก่อน....
เด๋วจะอ่านไม่ไหว
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

รักรึป่าว...ไม่รู้  รู้แต่ว่าคิดถึงสุดหัวใจ
nop_nk
นักเรียนช่าง
*

คะแนนจิตอาสา 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 12


« ตอบ #4 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2009, 11:30:25 AM »


ชอบ มรว. ดาริน ครับ ชอบมากตอนที่คุณหญิงหนีช้างขึ้นมากจากน้ำ  อิอิ กว่าจะอ่านจบทั้ง สองภาค  อ่านแล้ววางไม่ลงเลย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
nop_nk
นักเรียนช่าง
*

คะแนนจิตอาสา 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 12


« ตอบ #5 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2009, 11:39:50 AM »


ม.ร.ว. ดาริน วราฤทธิ์ ในจินตนาการณ์ คงจะสวยมาก และชอบอีก ช่วงท้ายๆๆของภาคแรก และช่วงแรกๆของภาค จบ  และชอบบ้านบนต้นไม้ของ รพินทร์
 ชอบมานวนิยายเรืองนี้  เป็นนวนิยายเรืองแรกที่อ่านจบ แล้วยาวที่สุด
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
somning
ช่างโยธาไทย
***

คะแนนจิตอาสา 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 104



« ตอบ #6 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2009, 12:09:56 PM »


มาช่วยขุด  ไปคู่กัน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Tukky
ขวัญใจช่างไทย
***

คะแนนจิตอาสา 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 141


ชีวิตเป็นของเรา


« ตอบ #7 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2009, 01:10:47 PM »


เรื่องย่อดงมรณะ



คืนนี้ พักในหุบเขากลางดงกล้วย อาหารเย็นเป็นลูกหมูหันบ้านป่ามีใบกล้วยยัดไส้ ฝีมือรพินทร์ ในคืนนั้นเองเกิดอาถรรพณ์ป่า ไชยยันต์ตาฝาดเห็นเสือเป็นผู้หญิงเกาะเถาวัลย์ เชษฐาก็โดนด้วย รพินทร์เป็นคนยิงเสือตาย

ไต่ขี้นสันเขา ดอยนาง พอเที่ยงเริ่มเห็นป่าหวายอยู่เบื้องล่าง ช่วงบ่ายลงจากดอยนางก็พบรอยเกวียนที่บุญคำล่วงหน้ามาก่อน พบซากควายเทียมเกวียนตาย เพราะถูกจงอางกัดตาย แล้วทั้งคณะก็ได้ปะทะกับไอ้แหว่ง รพินทร์ได้โอกาสยิงไอ้แหว่งอย่างถนัด แต่เจ้ากรรม กระสุนหมดพอดี การปะทะครั้งนี้ต้องสังเวยลูกหาบ 3 ศพ (ศพที่ 4-5-6) เกวียน 3 เล่มพังไปด้วย

เชษฐาปลุกขวัญลูกหาบที่ตาย โดยสัญญาว่าจะจ่ายเงินทำขวัญ คนตาย รายละหนึ่งหมื่นบาทเมื่อกลับไปถึงหนองน้ำแห้ง โดยจะฝากหนังสือไปถึงคุณอำพลเมื่อแยกกับลูกหาบที่หล่มช้าง กะว่าพรุ่งนี้พักหนึ่งวัน มะรืนจะเคลื่อนไปทางเหนือ 5 กิโลเมตรมีไหล่เขาริมหน้าผา เพื่อตั้งแค้มป์ถาวร

ถึงตอนนี้คณะนายจ้างต้องเอาไรเฟิลออกมาแจกจ่ายลูกหาบ ดารินเปลี่ยนมาใช้ บีเว่อร์ .300 แม็กนั่ม แทน .470 ที่เคยใช้ เพราะปืนเล็กๆใช้ต่อสู้สัตว์ใหญ่ไม่ได้

คืนนี้เองที่ดารินแก้บนด้วยสก็อตวิสกี้เพราะเจ้าป่าหนวดยาวนุ่งขาวห่มขาวมาทวง ตีสอง โขลงไอ้แหว่งล้อมแค้มป์อีกครั้ง ฝ่ายมนุษย์ถอยตั้งหลักบนเนิน พร้อมฝังระเบิดทั้ง 4 ด้าน ลูกหาบสังเวยอีกหนึ่งศพเพราะถูกหินขนาดรถยนต์กระแทก นับเป็นศพที่ 7 แต่ที่ร้ายที่สุดเชษฐาได้รับอุบัติเหตุแผลฉกรรจ์ที่ขาอ่อนเหนือเข่าซ้ายขึ้นไปเล็กน้อย เป็นรอยถูกคมหินบาดราวกับถูกฟันด้วยขวาน ลึกและยาวมาก เสียเลือดมาก ศีรษะแตกอีกสองแห่ง หมดสติ หายใจรวยๆ ชีพจรเต้นอ่อน ดารินต้องผ่าตัดฉุกเฉิน ได้เลือดกรุ๊บ เอบี เนกกาทีฟจากแงซายมาช่วย หลังผ่าตัด ช่วงย่ำค่ำ เชษฐารู้สึกตัว แต่กำลังใจยังดี เตรียมแผนล่าไอ้แหว่งต่อ วันรุ่งขึ้น เคลื่อนขบวนไปอีก 5 กิโลเมตรบนเนินแห่งหนึ่งเพื่อเป็นชัยภูมิตั้งรับและเป็นกองบัญชาการ รพินทร์ออกสำรวจรอย พบว่าขาหลังซ้ายของไอ้แหว่งหัก และกลับไปเขานาง


ช่วงนี้เองที่เชษฐาพักฟื้น รพินทร์พร้อมกับ แงซายและไชยยันต์ออกตามอยู่ 6 วันก็ไม่เจอตัวก็ต้องกลับมาก่อน คราวนี้เชษฐาดีขึ้นแล้ว ดารินขอออกตามด้วย เกิดปะทะกับดขลงไอ้แหว่ง ดารินยิงสุ่มสี่สุ่มห้าไปหนึ่งนัดด้วย .300 ปรากฏว่าโดนไอ้แหว่งเป็นแผลฉกรรจ์ ตามรอยไอ้แหว่งไปตามถ้ำหลังน้ำตก พบซากไอ้แหว่งตายอย่างสมศักดิ์ศรี

ออกเดินทางต่อ ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ มุ่งหล่มช้าง ระหว่างทางผ่านหมู่บ้านร้างจากโรคติดต่อ...หมู่บ้านพุเตย เส่ยทำเรื่อง หนียามไปพรอดรักกับผียะขิ่น สาว 15 ลูกสาวผาเอิง จนรพินทร์ต้องเผาหมู่บ้าน คืนรุ่งขึ้น งูยักษ์(ตัวผู้)มาปรากฏ และคาบควายหายไปหนึ่งตัว รุ่งขึ้นออกเดินทางต่อ ช่วงสายๆ พบเจ้ามุลูกชายคะหยิ่นถูกหมูขวิดไส้ไหล ดารินช่วยเย็บแผลแล้วออกเดินทางต่อไปยังหล่มช้าง หลังเที่ยงถึงหล่มช้าง และได้ทราบจากแงซายว่า เมื่อครึ่งปีก่อนหน้านี้ หมอสอนศาสนามิชชันนารี่สองผัวเมียถูกคะหยิ่นฆ่าตาย เพราะไปท้ารักษาแต่รักษาไม่หายก็เลยโดนคะหยิ่นฆ่าตาย

หลังทำสงครามจิตวิทยาแล้วคะหยิ่นก็ยอมศิโรราบ ยอมรับดารินเป็นแม่มด ที่นั่นพบเกวียนของนายชด ที่ฝากไว้กับคะหยิ่น คะหยิ่นเกณฑ์ลูกบ้านออกไปตัดไม้ทำบ้านให้คณะเดินทาง คณะเดินทางช่วยปราบงูยักษ์สองตัวผัวเมียที่มาอาละวาดด้วยธนูติดระเบิด

คณะเดินทางพักอยู่ที่หล่มช้างราวหนึ่งเดือนจนอาการเชษฐาดีขึ้นจึงออกเดินทางต่อ ส่วนพวกลูกหาบก็เดินทางกลับหนองน้ำแห้ง มีแต่คณะนายจ้าง รพินทร์ ไพรวัลย์ แงซายกับพรานลูกน้อง 4 คนของรพินทร์ รวมทั้งคะหยิ่นที่สวามิภีกดิ์ขอเป็นลูกหาบตามไปด้วย

ออกจากหล่มช้างมุ่งเขาหัวแร้ง และที่นี่ที่พบหลักฐานการผ่านมาของนายชดกับหรานคู่ใจ พร้อมกับกลอนตัดพ้อของนายชดที่เขียนไว้ที่แผ่นหิน ระหว่างนี้ ก็พบร่องรอยของสางเขียวกับมะราบรี ขณะที่จะเดินทางต่อ ก็ได้พบส่างปา พรานต่องสู่ลูกน้องคนผิวขาวที่หลงทางและกำลังหาทางเข้าประเทศไทยทางแม่ฮ่องสอน ฝ่ายรพินทร์และนายจ้า่งก้ได้พบกัยสองผัวเมีย มาเรียและสเเกล ฮอ๊อฟมันนักสำรวจสมุนไพร ต่อมาฝ่ายผัวโดนสางเขียวฆ่าตาย เมียโดนสางเขียวอุ้มหายไป

ทุกคนลงความเห็นว่าต้องออกตามมาเรียไปยังถิ่นสางเขียวเอาตัวกลับมาพร้อมกับฆ่าสางเขียวให้หมด คืนนั้นเองเจ้าลูลูกซูซูหัวหน้าเผ่าสางเขียวโดนตลบหลังถูกคณะรพินทร์จับตัวได้จากการมาบอกของเจ้าเกอะ มะราบรีที่ฝ่ายรพินทร์ช่วยชีวิตไว้ ให้เจ้าลูพาไปยังถิ่นของมัน ไปถึงก็เจรจาแลกตัวเชลย ระหว่างเจ้าลูกับมาเรีย ซูซูผู้พ่อยอมแต่หมอผีมุมบาไม่ยอม เหตุการณ์นองเลือดก็เกิดขึ้น มุมบาโดนเจ้าเกอะเอาหอกแทงตาย และเจ้าเกอะเองก็โดนสางเขียวตัดหัวในทันทีเช่นกัน

เมื่อได้ตัวมาเรียมาแล้วก็จะถอย แต่ถอยไม่ทันเพราะฝ่ายสางเขียวยิงธนูเพลิงเผาสะพาน ทุกคนข้ามฝั่งมาได้ เหลือแต่พระเอกกับนางเอกของเราที่ติดอยู่ฝั่งคะนี้ แถมพระเอกจับไข้สั่นอีกต่างหาก ด้วยพลังพิเศษสุดท้ายรพินทร์ก็พาดารินมาหลบในถ้ำที่หน้าผาแห่งหนึ่งจากการนำทางของผีนางเทียะลูกสาวเจ้าเกอะที่โดนสางเขียวฆ่าตาย คืนนั้นดารินต้องอยู่อย่างเดียวดายและต้องดูแลคนป่วยด้วยต่างหาก เจ้าลูพาพวกปีนลงมา ก็โดนดารินซิวด้วยปืนและกระสุนที่เหลือ

เช้ามืด ฝ่ายเชษฐาส่งแงซาย บุญคำและไชยยันต์ออกตาม พร้อมทั้งถล่มหมู่บ้านสางเขียว โดนซูซูหัวหน้าเผ่าตายเป็นการตัดศึกโดยสิ้นเชิง แล้วทุกคนพากันกลับมาที่เขาหัวแร้ง

ตรงนี้มีการเปลี่ยนปืนกันเพราะมีปืนเหลือ ก็เป็นปืนของคนตายนั่นแหละ มอบให้แงซายเป็นคนถือ พร้อมกับลองทางปืน แต่แงซายดันไปลองกับต้นตะเคียน ตกเย็นบุญคำวิ่งหน้าตั้งมาบอกว่า รอยปืนที่ต้นตะเคียนมียางออก ยางนั้นมีสีแดงคล้ายเลือด !!
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

รักรึป่าว...ไม่รู้  รู้แต่ว่าคิดถึงสุดหัวใจ
nop_nk
นักเรียนช่าง
*

คะแนนจิตอาสา 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 12


« ตอบ #8 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2009, 01:27:13 PM »


อาหารเย็นเป็นลูกหมูหันบ้านป่ามีใบกล้วยยัดไส้ ฝีมือรพินทร์   อยากกินๆๆๆๆ
 ---
--- เล่าต่อเลยครับ   เรื่องกำลังต่อเนื่องเลย  *****อ่านแล้วก็อยากอ่านอีก
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
nop_nk
นักเรียนช่าง
*

คะแนนจิตอาสา 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 12


« ตอบ #9 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2009, 01:36:42 PM »


เรื่องย่อจอมผีดิบมันตรัย


เกิดอาเภทกับนางตะเคียน ที่ชื่อ อรัญญานี (ในการพิมพ์ครั้งสุดท้าย ชื่อนี้ไม่มีแล้ว) แต่รพินทร์ก็แก้ตก ออกเดินทางต่อ ตัดทิวเขาใหญ่มาทางตะวันออกเฉียงเหนือของเขาหัวแร้ง แล้วขึ้นเหนือไปทุ่งมรณะ ขณะนี้น่าจะอยู่เหนือรัฐกะยาขึ้นมาแล้ว และน่าจะอยู่ตอนใต้ของรัฐไทยใหญ่ ถ้าตั้งเข็มไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ก็จะพบกับพรมแดนไทยส่วนใดส่วนหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่

ในคืนที่พัก ณ. เขาก็องกองนี้เอง ตี 2 ก็องกอย (ภูติแห่งไพรลึก)ปรากฏตัว มันมาบอกให้ช่วยปลดปล่อยบ่วงแห่งกรรม แต่ขณะนั้นทุกคนไม่เข้าใจ สุดท้ายก็องกอยก็เข้าสิงแงซาย พาแงซายหายตัวไป คณะรพินทร์ก็ต้องออกตาม เพราะแงซาย(ร่างสิงของก็องกอย)ไม่ได้หนีไปตัวเปล่า แต่ดันเอาแผนที่เดินทางไปด้วย

การออกตามก็เริ่มขึ้น ฝ่ายแงซายก็เดินล่อให้ตามมาเรื่อยเพื่อชักจูงให้คณะเดินทางตามไปนิทรานครอันเป็นดินแดนต้องสาบของพวกมัน ระหว่างนี้ก็ได้เจอต้นขี้หนูยักษ์ ตะขาบยักษ์ ไชยยันต์โดนตะขาบยักษ์กัดเกือบตาย แต่ก็องกอยก็ช่วยพามาหาต้นพริกเพื่อนำมาบดผสมกับเนื้อตะขาบรักษาแก้อาการพิษ ไชยยันต์ก็รอดตายอย่างปาฏิหารย์

ตามรอยแงซายต่อ ท่ามกลางภาวะขาดน้ำ พบรอยเสือโคร่งดำตัวเท่าม้า ซึ่งขณะนั้นทุกคนยังไม่มีใครทราบว่าไม่ใช่เสือธรรมดา คะหยิ่นก็พาหาน้ำต่อจนมาถึงดงมรณะ ต้นไม้เถาวัลย์กินคน และที่นี่เองที่พบซากโครงกระดูกของ 2 คน และพบบันทึกของคนตาย ทราบว่าเหตุการณ์ที่เจอ คือค้างคาวดูดเลือด ผีดิบ และเสือโคร่งดำนั้น เจ้าชองบันทึกก็เจอมาก่อนแล้วเมื่อสี่สิบปีก่อน

แงซายก็ลับๆล่อๆให้ตามต่อ ผ่านไปตามทุ่งแฝกและหญ้าคา เกิดไฟป่า ต้องหนีเข้าไปหลบในถ้ำ ช้างที่หนีไฟก็วิ่งหนีเข้าถ้ำเช่นกัน เกิดโกลาหลแล้วทุกคนก็ตกเหวไป

ฝ่ายไชยยันต์ตกลงในเหวพร้อมมาเรีย ทั้งคู่พบลาวาและเสือโคร่งดำในถ้ำ แล้วก็พากันมุดออกมานอกถ้ำได้ ในคืนนั้นเผชิญค้างคาว ยิงค้างคาวบาดเจ็บหนีเข้าถ้ำ รุ่งเช้าออกตามก็พบไฟเย็นที่ช่วยชีวิตค้างคาาวผีตัวนั้น พบซากคนกับเสือดำ ถูกหลอกล่อ แต่ก็องกอยก็มาช่วยนำทางออกมาได้ จับปลาในลำธารมาปิ้งบนหลังงูยักษ์ พองูร้อนก็พลิกตัวเลื้อยหายไป ทั้งคู่ก็พบว่าร่องที่งูยักษ์นอนนั้นเป็นกำแพงเมืองโบราณ คืนนั้นเองที่มาเรียเป็นประจำเดือนอีกครั้ง

รุ่งขึ้นทั้งคู่ตุหรัดตุเหร่มาจนพบปราสาทเก่า และสุสานโบราณ เกิดฝนตกหนัก ทั้งคู่หลบลงไปในสุสาน แต่แล้วก็ถูกมันตรัยปิดทางลงด้วยประตูกล ทั้งคู่ติดอยู่ในสุสานนั้น

ฝ่ายรพินทร์มารู้สึกตัวอีกวันต่อมาและมาพบดารินอยู่ในอีกถ้ำใกล้ๆกัน ทั้งคู่ลอยคอตามธารน้ำใต้ดินออกมาข้างนอก ตรงนี้เจอมันตรัยเป็นครั้งแรก จึงทราบว่าขณะนี้มาถึงอาณาเขตนิทรานครแล้ว ทั้งคู่ออกเดินทางต่อโดยการล่อของแงซาย จนมาพบบุญคำหนีช้างมาติดบนต้นกระหร่างลงไม่ได้ รพินทร์ตอกทอยไปช่วย

ออกเดินทางต่อ รพินทร์เผชิญตะขาบยักษ์อีก หนีหัวซุกหัวซุนเข้าไปหลบในถ้ำ กลางดึกนั้นเอง ขณะที่ตะขาบยักษ์หนีไป ค้างคาวยักษ์ก็มากวนต่อ แต่สุดท้ายก็โดนหอกโมกศักดิ์ของรพินทร์หักคาอกบินหนีไปด้วยความเจ็บปวด

รุ่งขึ้นรพินทร์ ดาริน บุญคำออกตาม ช่วงบ่ายฝนตกหนัก หลังฝนตกก็พบปลอกกระสุนลูกซองของลูกหาบและก้นซิการ์ฮาวาน่าของเชษฐาลอยตามน้ำมา รุ่งขึ้นก็ออกตามต่อจนเย็นจึงมาพบปราสาทพันธุมวดี
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
nop_nk
นักเรียนช่าง
*

คะแนนจิตอาสา 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 12


« ตอบ #10 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2009, 01:41:25 PM »


เพชรพระอุมา  นิยายที่ยาวที่สุดในโลก


หนังสือเรื่อง  เพชรพระอุมาครับ 
โดยส่วนตัวอ่านภาคเเรกมาไม่ต่ำกว่า 10 รอบ ส่วนภาค 2 น่าจะประมาณ 3 รอบ
นิยายเรื่องนี้จัดว่าเป็นนิยายที่ยาวที่สุดในเมืองไทยครับ  และอาจเป็นที่หนึ่งของโลกด้วย

เพชรพระอุมา เป็นนวนิยายแนวผจญภัยที่มีขนาดความยาวมากที่สุดในประเทศไทยและนับว่าเป็นนวนิยายที่มีความยาวมากที่สุดในโลก  บทประพันธ์โดย พนมเทียนซึ่งเป็นนามปากกาของนายฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ ตีพิมพ์เป็นตอน ๆในหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ และตีพิมพ์ต่อเนื่องในหนังสือพิมพ์รายวันใช้ระยะเวลาในการประพันธ์ยาวนานกว่า 25 ปีโดยพนมเทียนเริ่มต้นการประพันธ์เพชรพระอุมาในวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2507 และสิ้นสุดเนื้อเรื่องทั้งหมดในวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2533รวมระยะเวลาในการประพันธ์ทั้งสิ้น 25 ปี 7 เดือน กับ 2 วัน

เพชรพระอุมาถูกนำมาตีพิมพ์ฉบับรวมเล่มซ้ำใหม่หลาย ๆ ครั้งในรูปแบบของพ็อกเก็ตบุ๊คจำนวน 48 เล่ม โดยสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม ลิขสิทธิ์โดยพนมเทียน(เดิมเป็นชนิดปกแข็งจำนวน 53 เล่ม แต่ละเล่มมีความหนาประมาณ 33 ยก หรือ 16หน้ายก และเมื่อนำมารวมกันทั้งหมดจะมีความหนาประมาณ 1,749 ยกแบ่งเป็นสามภาคได้แก่ ภาคแรก จำนวน 24 เล่ม ภาคสอง จำนวน 15 เล่ม และภาคสาม จำนวน 14 เล่มแต่ปัจจุบันได้รวบรวมเนื้อหาในแต่ละภาคและลดลงคงเหลือเพียงแค่ 48เล่ม)  แบ่งเป็นสองภาคคือภาคแรก จำนวน 24 เล่ม 6 ตอน และภาคสมบูรณ์ จำนวน24 เล่ม 6 ตอน ตีพิมพ์ฉบับรวมเล่มครั้งแรกในปี พ.ศ. 2538 ครั้งที่ 2 ในปีพ.ศ. 2541 และทำการปรับปรุงต้นฉบับเดิมพร้อมกับตีพิมพ์ครั้งที่ 3 ในปีพ.ศ. 2544 และตีพิมพ์ครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2547

โดยเนื้อเรื่องต่าง ๆ ของเพชรพระอุมานั้น พนมเทียนได้นำเค้าโครงเรื่องมาจากคิง โซโลมอน'ส มายน์ส (King Solomon's Mines) หรือ สมบัติพระศุลีนวนิยายของเซอร์เฮนรี่ ไรเดอร์ แฮกการ์ด (H. Rider Haggard)ที่ผจญภัยในความลี้ลับของป่าดงดิบภายในทวีปแอฟริกา


จุดเริ่มต้นของเพชรพระอุมา

พนมเทียนเริ่มต้นการเขียนเพชรพระอุมาในปี พ.ศ. 2507โดยตกลงทำข้อสัญญากับสำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา(ซึ่งปัจจุบันสำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา ได้ยุติกิจการไปแล้ว)ในการเขียนนวนิยายแนวผจญภัยในป่าจำนวนหนึ่งเรื่องโดยมีข้อกำหนดความยาวของนวนิยายเพียงแค่ 8 เล่มจบเท่านั้นแต่กลับได้รับความนิยมอย่างล้นหลามทำให้ต้องเขียนเพชรพระอุมาเพิ่มเติมต่อจนครบ 10 เล่ม และขอยุติการเขียนตามข้อสัญญ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Tukky
ขวัญใจช่างไทย
***

คะแนนจิตอาสา 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 141


ชีวิตเป็นของเรา


« ตอบ #11 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2009, 02:33:31 PM »


อาถรรพณ์นิทรานคร


ณ.ที่นี้ทุกคนตะลึงกับพันธุมวดีในโลงแก้ว ทันใดนั้นผีดิบไม่รู้มาจากไหนกรูกันออกมา ตะลุมบอกกันอย่างดุเดือด จนฝ่ายมนุษย์กำลังจะเสียท่านั้น เชษฐาและพวกก็มาช่วยไว้ได้ทัน ดารินกระชากกริชที่อยู่ใต้โลงแก้ว ทันทีที่กริชหลุดออกมาได้ ผีดิบทุกตัวก็หมดฤทธิ์

ระหว่างนั้ก็ได้ยินเสียงปืนยิงเรียก ทุกคนจึงออกตามเสียงปืน แล้วก็พบว่าไชยยันต์กับมาเรียติดอยู่ใต้สุสาน จึงช่วยระเบิดเปิดทางออกให้ จากนั้นก็มาระเบิดปราสาทพันธุมวดีทิ้ง แล้วมาพักที่พักแรมของเชษฐา คืนนี้ดารินถอดพระเครื่องจากคอคืนให้รพินทร์ แล้วดารินก็ต้องมนต์สะกดถูกมันตรัยชักนำไปไว้ที่ถ้ำแห่งหนึ่งเพื่อเป็นตัวแลกเปลี่ยนกันคัมภีร์มหามายาวินที่ฝ่ายรพินทร์ยึดไป ตกลงกันให้ฝ่ายรพินทร์นำคัมภีร์ไปวางที่ป่าหินแล้วมันตรัยจะคืนดารินให้ แต่แล้วเช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่รอให้มันตรัยมาเอาคัมภีร์นั้น แงซายจากวิญญาณของขุนพลวรมันต์ก็มาช่วยนำทางดารินกลับมาได้

ตกดึก มันตรัยมาเอาคัมภีร์ เกิดการต่อสู่กันขึ้น มันตรัยหนีขึ้นไปบนเจดีย์หินสูง รพินทร์ตามขึ้นไป ขณะนี่รพินทร์กำลังจะเสียท่านั้น เชษฐาก็ยิงด้วยกระสุนลงอาคมของบุญคำ อวสานต์ของมันตรัยก็มาถึงพร้อมกับการระเบิดของเสือหินที่ถูกวางระเบิดเมื่อเสือขยับตัว

คืนนั้นดารินฝันถึงที่ไปที่มาของนิทรานครจากการบอกเล่าของขุนพลวรมันต์ และบอกว่าได้คืนร่างของแงซายไว้ที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง เมื่อทุกคนไปถึงในตอนเช้าก็พบว่าแงซายโดนแมงมุมไอ้หกขากัด ส่างปาหมอแก้พิษที่ยิ่งใหญ่ก็ช่วยชีวิตแงซายไว้ได้

พักหนึ่งวัน ช่วงเย็นพวกลูกหาบที่ไปเอาเนื้อสมันก็ปะทะกับไดโนเทเรี่ยมช้างโบราณที่มีงางอกจากปากล่าง ค่ำนี้รพินทร์งัดลายแทงโบราณออกมาหารือเรื่องปิ่นพระศิวะฉายแสงเรื่องรอง ถันพระอุมาจะปรากฏ ตกดึกแงซายมาคุยด้วยและวาดรูปพระศิวะกับปิ่น รพินทร์ก็ฉุนกึ๊ก เพราะคิดว่าดารินไปบอกแงซาย

รุ่งเช้าเป็นวันพักผ่อนอีกวัน แต่รพินทร์ตื่นมาด้วยอารมณ์บูด แขวะดารินเรื่องบอกแงซายเมื่อคืนจนเกือบจะเกิดเรื่อง สุดท้ายปรับความเข้าใจกันได้ แล้วก็มานั่งจู๋จี๋กันที่โขดหินลับตาคนอื่น ตกสายๆนายจ้างทั้งสามกับรพินทร์และแงซายไปตรวจซากไดโนเทเรี่ยม พบปัญหาใหญ่ เพราะมีสัตว์ใหญ่กว่ามากินซาก ตกดึกมีรายการตบเกิดขึ้นสามรายการ ครั้งแรก มาเรียไปหาแงซาย แต่แงซายไม่เล่นด้วยเลยโดนไปฉาดแรก ต่อมากลางดึกไชยยันต์ออกอุบายปล้ำมาเรีย ไชยยันต์ก็โดนมาเรียตบหนึ่งฉาด ก่อนที่ไชยยันต์จะสกัมมาเรีย ทั้งตบทั้งอึ๊บ จนกรรมการต้องมาแยก

ออกเดินทางต่อมุ่งเขาเกือกม้าเป็นอันดับแรก ผ่านป่าหิน และที่นี่พบร่องรอยของนายชดจากรอยมีดปาดใบกระบองเพชร พบกระโหลกเสือเขี้ยวดาบที่โดนกระสุนนายชด พบดงกระบอกเพชรกินคน มีการลองเชิงกันระหว่างรพินทร์กับแงซาย จนเป็นเหตุให้แงซายได้กินขนมเปี๊ยะหนึ่งฉาดจากดาริน

ช่วงค่ำปะทะไทรัน เพราะส่างปาทำปืนลั่น ดารินยิงตาข้างหนึ่งของไทรัน แล้วรพินทร์ก็สลบติดในถ้ำมีดาริน เกิด จัน รวม 4 คน ช่วงนี้แหละที่รพินทร์กับดารินบอกรักกัน ในอีกฟากหนึ่งมาเรียกับไชยยันต์อีกคู่ที่ตกลงจะอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา ทั้งๆที่ไม่มีต้นเสน่ห์จันทร์ส่งกลิ่น

ออกเดินทางหาน้ำต่อ ก็ปะทะกับไทรันที่แอ่งน้ำ มาเรียบ้าเลือดวิ่งหาไทรัน รพินทร์ก็เลยต้องวิ่งตามไปช่วย จวนเจียนที่มาเรียจะโดนไดโนเสาร์คาบ ก็เกิดแผ่นดินไหว (อะไรจะบังเอิญเป็นนิยายเช่นนั้น....ฮา) รพินทร์กับมาเรียติดในถ้ำ และในถ้ำนี้เองที่รพินทร์เสียตัวให้มาเรียจนได้

รุ่งเช้าออกตามจนพบกัน สภาพแวดล้อมก็เปลี่ยนไปจากที่แห้งแล้งก็มีน้ำพุเกิดใหม่ แล้วก็มาพบโอเอซีส ณ.ที่นายชดเองก็เคยมาพัก ตกดึกไทรัแอบย่องมาหา แต่ไม่กล้าเข้ามาเพราะกระสากลิ่นควันไฟ และคืนนี้อีกครั้งที่รพินทร์จับไข้สั่น

เวลาโพล้เพล้ของวันรุ่งขึ้น รพินทร์ก็พาคณะนายจ้างมาถึงป่าหินที่เห็นช่องเขาขาดระยะทางไม่เกิน 3 กิโลเมตรอยู่เบื้องหน้า และเมื่อส่องกล้องดูก็พบว่าเจ้าไทรันนอนขวางดักรออยู่ที่นี่น
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

รักรึป่าว...ไม่รู้  รู้แต่ว่าคิดถึงสุดหัวใจ
Tukky
ขวัญใจช่างไทย
***

คะแนนจิตอาสา 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 141


ชีวิตเป็นของเรา


« ตอบ #12 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2009, 02:35:29 PM »


ป่าโลกล้านปี


คืนนี้ตั้งแค้มพักที่ป่าหินตรงนี้ กลางคืนฝนตกหนัก ตัวแทร็คโคด่อนคู่หนึ่งออกหากิน เดินไปที่ช่องเขาขาด ถูกไทรันขย้ำ เช้าวันรุ่งขึ้นวางแผนพิชิตไทรันโดยแยกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเดินล่อ ฝ่ายหนึ่งยิง เมื่อเกิดปะทะกันจริงๆ รพินทร์ยิงตาอีกข้างบอด เป็นโอกาสให้เชษฐาใช้ธนูติดระเบิดสังหารไทรันได้ คืนนี้มาเรียสะบักสะบอมมาก จึงพักที่นี่อีกหนึ่งคืน และคืนนี้ที่แงซายเล่าเรื่องมรกตนครให้รพินทร์ฟัง

เช้ารุ่งขึ้นผ่านช่องเขาขาด ไปสู่ทะเลสาบมรณะทางด้านใต้ และที่นี่เจอสัตว์โบราณประเภทมีปีก เทอราโนดอน (เทโรซอร์) ตกบ่ายถึงบึงมรณะ เจอเห็ดมรณะกินคน แต่ก็ผ่านมาได้ ที่ตรงนี้เมื่อผ่าดอกไม้นั้นออกมา ก็เจอกระโหลกคน 2 หัวทำให้สงสัยว่าเป็นกระโหลกนายชดกับหนานอินหรือไม่ แงซายพิสูจน์ว่าไม่ใช่ และบอกเจอปลอกกระสุนของนายชดฝั่งคะนี้ เมื่อแน่ใจว่าไม่ใช่ศพของนายชดกับหนานอินก็ออกเดินทางต่อ พอค่ำก็พักที่เนินแห่งหนึ่ง

ณ.ที่นี่สัมภาระและอาวุธบางส่วนหายไป ต่อมาจึงพบว่าถูกลิงยักษ์ยึดไป ตกดึกเทอราโนดอน โจมตี พวกลิงก็ช่วยกำจัด จนรุ่งเช้าจึงพบว่าตกเป็นเชลยลิง ถูกต้อนให้ตามลิงยักษ์ไป

บ่ายแก่ๆก็มาถึงเมืองลิง ที่มีหัวหน้าชื่อวายา ซึ่งกำลังบาดเจ็บไส้ไหลเพราะถูกตัวสามเขาขวิดเอา ดารินช่วยเย็บแผล เสร็จแล้วก็ได้ไปนมัสการฤาษีโกฑัญญะด้วย และที่นี่ก็ได้ทราบข่าวของนายชดด้วยว่าเมื่อปีกลายนายชดโดนงูกัด วายาช่วยไว้ได้

ในคืนนั้นเองรพินทร์กับแงซายออกไปช่วยปราบไอ้ตัวสามเขาอีกตัว แงซายโดนหินถล่มทับ รพินทร์โดนแมงมุมหกขากัด แงซายหนีรอดมาตามรูตุ่นออกมาช่วยรพินทร์ได้ทัน

กราบลาฤาษีโกฑัญญะ ออกเดินทางเลียบเขาครุฑมุ่งหลุมอุกาบาตที่ 1 โดยมีจุดหมายแรกที่แอ่งการะเวก ณ.ที่นั่นเจอพายุลูกเห็บ เส่ยกับส่างปา เป็นตะคริวหนาวจนต้องพึ่งยาร้อนบุญคำ คืนนี้ที่มาเรียออกอาการแพ้ท้อง

จะไปหลุมอุกาบาตที่หนึ่ง ต้องไปตั้งต้นที่ช่องประตูผา แต่เดินจนเที่ยงแล้วก็ยังไม่เจอ รพินทร์จึงออกอุบายแยกตัวไปหาตามลำพัง ตกเย็นรพินทร์ยังไม่กลับ เชษฐากับแงซายจึงออกตาม จนใกล้รุ่งรพินทร์ก็โผล่ (กลับมา พอจะทิ้งกายลงพัก ก็มาทราบว่าเชษฐากับแงซายออกตามจนป่านนี้ยังไม่กลับมา รพินทร์จึงต้องพานายจ้างที่เหลือมาที่ประตูผา รพินทร์เล่าว่าที่มาช้าเพราะโดนว่านพิษที่ช่องประตูผา ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในลายแทงฉบับภาษาไทยที่รพินทร์ถืออยู่ไม่ได้บอกเตือนเอาไว้

ที่นี่ที่ช่องประตูผาพบร่องรอยของเชษฐาพร้อมกับสัญลักษณ์ว่าได้ออกเดินทางล่วงหน้าไปรอที่หลุมอุกาบาตที่หนึ่งแล้ว ทำให้รพินทร์เครียดว่าแงซายต้องออกลายทรยศซะแล้ว จึงเร่งออกเดินทางไปหลุมอุกาบาตที่หนึ่ง

เมื่อไปถึงก็ให้ทั้งคณะพักรอ ตัวเองกับบุญคำย่องไปสำรวจ แต่แงซายเห็นก่อนแล้ว ด้วยลักษณะการย่องเช่นนั้นแงซายก็รู้ทันทีว่า รพินทร์กำลังสงสัยว่าแงซายทรยศ อาจมีการฆ่ากันตาย จึงทำสัญญาณให้รพินทร์ทราบและยอมวางอาวุธ พร้อมกับบอกว่าเชษฐาบอกให้นำทางมาที่หลุมอุกาบาตโดยไม่ต้องย้อนกลับไปให้เสียเวลา ทั้งๆที่แงซายทักท้วงแล้วว่าอาจทำให้รพินทร์เข้าใจผิดได้ เมื่อเจอเชษฐาจึงได้ทราบว่า รพินทร์โง่และระแวงไปเอง แล้วรพินทร์มอบลายแทงตัวจริงให้แงซายถือตลอดไป (เพราะแงซายอ่านภาษาพม่าโบราณออก)

บ่ายนั้นฝนตกหนัก หลังฝนตกรพินทร์ออกไปสำรวจพบเหมืองทองที่พระเจ้าล้อเล่นลองใจ ตกดึก มาเรียแอบย่องมาหาบุญคำออกอุบายจะขอยาร้อน แต่รพินทร์ออกมาขวาง และหว่านล้อมจนมาเรียยอมเก็บลูกไว้ และยอมรับไชยยันต์เป็นพ่อเด็ก ตกดึกคืนนั้นแงซายบอกรพินทร์ว่าอาจต้องแยกตัวที่เนินพระจันทร์และเล่าเรื่องที่มาของตนเองว่าต้องกลับไปเพื่อทำหน้าที่ "ทศพิธราชธรรม"

สามวันต่อมาก็บรรลุหลุมอุกาบาตที่สาม ไชยยันต์บอกวันนี้ คือวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม ขึ้นหนึ่งค่ำ วันขึ้น 5 ค่ำ เดือนพฤศจิกายน ตรงกับวันอังคารที่ 3 นับจากวันนี้ไปก็เหลืออยู่อีก 4 วันครึ่ง เดินทางต่อ คะหยิ่นพบแหล่งนอนที่เป็นบ่อน้ำร้อน คืนนี้เป็นคืนแรกที่หิมะตกบนเขาพระศิวะ

วันรุ่งขึ้น การเดินทางเริ่มขึ้นในช่วงสายๆ เดินทางได้ไม่เท่าไหร่ ดารินก็เป็นง่อย จากโรคเก่า รูมาตอยด์ ช่วงนี้เองที่รพินทร์พบร่องรอยของอนุชาและหนานอิน แงซายยิงสัตว์ประเภทเลียงผา(ผสมแกะภูเขา)ได้ และใช้น้ำมันของมันผสมกับรากไม้บางชนิดเคี่ยวให้เข้ากัน สามารถรักษาโรคอันเกิดจากไขข้อทุกชนิด (โดยต้องกินดีของมันด้วย) ตอนค่ำมาเรียเป็นคนชโลมน้ำมันและนวดให้ดาริน อาการดารินดีขึ้นอย่างมาก

รุ่งขึ้นดารินหายจากอาการปวดข้อ ตื่นแต่เช้าออกมาฉอเลาะกับรพินทร์อยู่พักใหญ่ จนนายจ้างตื่น แงซายก็ออกมายืนเป็นเพื่อนด้วยเพื่อป้องกันคำครหา
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

รักรึป่าว...ไม่รู้  รู้แต่ว่าคิดถึงสุดหัวใจ
nop_nk
นักเรียนช่าง
*

คะแนนจิตอาสา 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 12


« ตอบ #13 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2009, 03:18:02 PM »


เดินทางกันมาจนถึง ตอนจบของภาคแระสะที่ 
**************************
แงซายจอมจักรา


ดารินหายเป็นปกติ ออกเดินทางได้ ทุกคนยกเว้นมาเรียต้องพึงยาร้อนบุญคำอีกเพราะอากาศหนาว หิมะตก แล้วก็ บรรลุถึงบริเวณเนินจันทร์ ช่วงบ่ายของวันอาทิตย์ที่ 1 พ.ย ก่อนวันขึ้น 5 ค่ำเดือน 12 ถึง 2 วัน

ช่วงสายวันรุ่งขึ้น ออกสำรวจพื้นที่ และตรวจหาร่องรอยคนหาย ในทันใดนั้นเอง ก็ปะทะกับฝูงหมาป่านับพันที่ไล่ต้อนกวางมา มีบาดเจ็บสองคน ไชยยันต์กับจัน จนแงซายยิงธนูติดระเบิด ไล่ฝูงหมาหนีไปหมด แงซายพบหลักฐานการมาถึงเนินพระจันทร์ของคนสาปสูญ คือที่พักนอนและรอยก่อไฟในหลุมอุกาบาต แต่ก็ยังตีปริศนาลายแทงไม่ออก

วันขึ้น 5 ค่ำเดือน 12 ตามกำหนดของลายแทง วันนี้แล้วซินะ ปิ่นพระศิวะจะฉายแสง แล้วถันพระอุมาจะปรากฏ กลางวันออกตรวจตราไปทุกที่ ก็ไม่เกิดปัญญาใดๆให้ตีปริศนาลายแทงได้ พอตกเย็นก็กินอาหาร เก็บสัมภาระเตรียมออกเดินทาง มาพักรอที่เนินพระจันทร์ท่ามกลางความหนาวเหน็บจนต้องอาศัยยาร้อนของบุญคำช่วย และแล้วเมื่อพระจันทร์เสี้ยวของคืน5 ค่ำแตะเขาศิวะเทพ ปรากฏการณ์ก็สว่างไสว ถันพระอุมาก็ปรากฏ แล้วทุกคนก็ออกเดินทาง

เดินทางมาอย่างมีความหวัง เป็นเวลาหลายชั่วโมง จนเวลา 03.25 น. ก็มาพักที่เวิ้งถ้ำเล็กๆ (ถ้ำเล็กๆทางด้านเหนือของเต้านมด้านใต้สุดของภูเขาสองลูก) เจ้าของลายแทงมาเข้าฝันดาริน แล้วก็พบโครงกระดูกของเจ้าของลายแทงในถ้ำนั้นเอง

ตื่นเที่ยง (เวลาในมรกตนครช้ากว่าเวลาจริง 7 ชั่วโมง) ไม่มีอาหารรองท้อง ต้องใช้อาหารแก้หิวของดาริน 3 ชั่วโมงเศษของการไต่เขา ก็พบพระศิวะแอดเวนิว ทันทีที่เหยียบหัวถนน นาฬิกาของเชษฐาก็หยุดเดิน เวลา 15.35 น.กับ 22 วินาทีของวันที่ 4 พฤศจิกายน นอกจากนาฬิกาหยุดเดิน เข็มทิศก็ชี้ผิดทิศด้วย แต่แก็ปกระสุนปืนยังทำงาน (.375 จากมือดาริน) เดินตามถนนี่ลาดต่ำลงมาราว 4 ชั่วโมงเศษทุกคนก็เหนื่อยล้า เป็นมาเรียที่สังเกตเห็นเงาตะวันว่าเพิ่งเที่ยงหรือเลยเที่ยง ทุกคนหยุดพักใต้ร่มต้นไม้ข้างลำธาร จับปลามาย่างกินแล้วทุกคนก็หลับเป็นตายจนเกือบรุ่งเข้า

ย่ำรุ่งตื่นมาก็พบว่าแงซายหายไปพร้อมกับอาวุธปืนและยุทธปัจจัย ฟ้าสางกองทัพของมรกตนครจับคนต่างถิ่นเป็นเชลย ทุกคนถูกกวาดต้อนไปกับทหารเพียงแต่ไม่โดนพันธนาการเพราะรพินทร์ได้สำแดงเดชฤทธิ์ของอาวุธสายฟ้า(ปืนที่เหลือ)ให้รหัสยะประจักษ์

หลังพักเที่ยงออกเดินทางต่อ กุตะมะโดนธนูอาบยาพิษของฝ่ายขบถ ชาวต่างถิ่นจึงมีโอกาสรักษากุตะมะเพราะไม่มีหมอหลวงมาด้วย รักษากุตะมะแล้ว ยังช่วยรักษานักโทษ 6 คนและได้ข่าวเกี่ยวกับมรกตนครและข่าวคนหาย กลางดึกเมยานีลูกสาวอรชุนตีปล้นค่ายชิงตัวนักโทษทั้ง6 หนีไปได้ พร้อมกับมาดูตัวคณะเดินทางทั้ง 11 คน

รุ่งเช้าออกเดินทางต่อ ดารินได้มีโอกาสวิสาสะเพิ่มเติมกับกุตะมะ ช่วงหนึ่งผ่านประตูปิศาจ ได้รับสัญญาณแสงบอกว่าได้เข้ากับกองทัพประชาชนแล้ว จะหาทางช่วยคณะรพินทร์ก่อนที่จะเปิดศึกกับสิงหรา ถึงหน้าเมืองเวลาย่ำค่ำจึงไม่อาจเข้าเมืองได้ มีแต่กุตะมะกับรหัสยะเท่านั้นที่เข้าเมืองไป ตกดึกดารินวางแผนออกไปสำรวจค่ายโดยรมยาสลบแล้วชวนรพินทร์กับคะหยิ่นออกไป โชคดีได้เจอเมยานี จึงได้ทราบเรื่องราวต่องๆของมรกตนคร

รุ่งเช้าก็ถูกคุมตัวมารอที่ปราสาทส่วนหลังในอุทยาน โดยมีรหัสยะเป็นตัวประกัน จนเที่ยงก็มีอาหารมารับรอง ช่วงบ่ายได้เข้าเฝ้ากษัตริย์สิงหรา ณ. ที่นี่เมื่อสิงหราถามถึงคนที่ 12 (หมายถึงแงซายที่สิงหราต้องการตัว) เชษฐาบอกขอดูตัวคนหายที่มาตามก่อน สิงหราอนุญาตแล้วให้ลงไปดูในคุกโดยมีกุตะมะเป็นตัวประกันไปด้วย

เมื่อลงไปถึงก็เจอนายชดกับหนานอิน พร้อมกับรับทราบว่าหลงกลสิงหราโดนขังในคุกด้วยจนกว่าจะยอมวางอาวุธ แต่แล้วพระเจ้าก็ไม่เข้าข้างคนผิด ปรากฏว่า กุตะมะซ้อนกล แปรพักตร์เข้ากับอรชุนผู้นำกองทัพประชาชน โดยเปิดประตูลับที่อยู่ในห้องขัง ประตูลับนี้มีกุตะมะทราบแต่เพียงผู้เดียว แล้วก็นำคณะรพินทร์ออกมาพบกองทัพประชาชนที่มีแงซายคอยต้อนรับอยู่แล้ว

รุ่งขึ้นวางแผนเผด็จศึก โดยให้ให้แงซายออกไปรบ แล้วทำทีแตกพ่ายหนีมาที่ช่องเขาซึ่งรพินทร์ได้วางระเบิดรอไว้แล้ว เมื่อรหัสยะตามมาก็โดนระเบิดเขาถล่ม รหัสยะแตกทัพหนีเข้าเมือง กองทัพแงซายตามไป ฝ่ายเชษฐารพินทร์ช่วยยิงธนูติดระเบิดถล่มประตูเมืองให้กองทัพประชาชนเข้าไปได้

ที่สนามชัย แงซายเผชิญหน้ากับสิงหราและรหัสยะ แล้วแงซายก็แสดงฝีมือดาบ ฆ่าสองพี่น้องอย่างง่ายดาย จับญาติทรราชมาพิจารณาโทษ แล้วขึ้นไปดูแม่มดวาชิกาผู้วางแผนโค่นกษัตริย์วิษณุพรมนารถในครั้งกระโน้น จับแม่มดมาเผากลางเมือง

รุ่งขึ้น เอาศพกุตะมะไปไว้ที่สุสานพระแม่อุมาเทวี พร้อมกับเปิดขุมเพชรพระอุมาให้ทุกคนได้ดูเป็นบุญตา แงซายสถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าจักราธิราช ขึ้นครองเมือง

หลังพักผ่อนที่มรกตนครเป็นเวลาสมควร ทุกคนก็เดินทางกลับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Tukky
ขวัญใจช่างไทย
***

คะแนนจิตอาสา 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 141


ชีวิตเป็นของเรา


« ตอบ #14 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2009, 08:35:18 PM »


อิอิ...ดีจัง  มีคนมาช่วยต่อ เดี๋ยวจัขึ้นแม่สอด คงไม่มีเวลามาต่อ จะหาเวลาว่างมานะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

รักรึป่าว...ไม่รู้  รู้แต่ว่าคิดถึงสุดหัวใจ
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
ส่งหัวข้อนี้ | พิมพ์
กระโดดไป:  


ประกาศ โยธาไทย ย้าย webboard ใหม่ไปที่ http://www.yotathai.net

เว็บบอร์ดเดิมจะเก็บไว้เพื่อการค้นหาข้อมูลเก่าๆ เท่านั้น

ยางมะตอยผสมเสร็จโยธาพรีมิกซ์ โปรแกรม Quick Design